Old memories ~

posted on 23 Sep 2009 23:11 by superpororo in Ga-ri-ing


เหนื่อย หมดแรง ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดตา ปวดหัว... นี่แกรเป็นอะไรมากมายเนี่ย555

เปิดเอนทรีมาถ้าไม่บ่นไม่ใช่ซีรีบรั้ม555 ยังมีใครงงมั้ยว่าซีรีบรั้มคือใคร? คือจริงๆไม่แน่ใจว่า คนที่มาอ่านบล๊อค มาจากแหล่งไหนกันบ้าง คือถ้าตามมาจากเวบ ก็จะรู้ว่าอะไรคือซีรีบรั้ม หรือถ้าตามมาจากพันทิพก็จะรู้ว่าเป็นสิรีหรือซีรี แต่ถ้าอ่านจากคนที่มาเม้นท์ในบล๊อคนี้ ส่วนใหญ่จะเรียกชื่อเล่นกันซะมากกว่า... คือจริงๆไม่ได้คิดจะปิดบังชื่ออะไรนะ แต่ชื่อซีรีบรั้มมันเกิดมาจากการเล่นในพันทิพก่อน แล้วกฏ ณ บ้านที่เล่นในพันทิพ(มีมาตั้งแต่สมัยเอฟ) คือ ห้ามเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามจริงในนั้น กฏสำคัญเลยนะนั่น555 คนเรียกกันติดปาก ตั้งแต่ซีบั้ม ซีรี แล้วมาถูกบ้านมีตในพันทิพ แปลงเป็น สิรี(เหตุผลคือต้องการเน้นชื่อไทยๆ555) แต่ในนี้โอเคนะ เรียกกันได้ตามสบาย อยากเรียกชื่อไหนได้เลย(จริงๆแอบกลัวคนที่บ้านมาอ่านเจอ แต่คงไม่หรอก555)



สาเหตุของอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวคือ อิป้าเริ่มกลับมาเล่นวอลเลย์อีกแล้ว หวนคืนมากๆ จำได้ว่าเล่นล่าสุดเมื่อสมัยมหาลัยปี3-ปี4 จบมาทำงาน ไม่ได้เล่นเลย ไม่รู้จะไปเล่นที่ไหนยังไง ก่อนหน้านี้เค้าก็มีนัดกันกลับไปเล่นที่รร. แต่อิป้าตามปู้จายอยู่ที่เกา เลยอด... พอดีที่บอสัดทำโรงยิมใหม่เพิ่งเสร็จ ก็เลยมีกีฬาให้ร่วมเล่น แบ่งเป็นวันๆ แบต บาส วอลเลย์ อิป้าก็ไปประเดิมครั้งแรก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่าน เล่นมันซะเต็มเหนี่ยว ไม่มีการวอร์ม ไม่บันยะบันยัง ปรากฎว่าพอเลิกเล่น แขนมันบวม =[]= คือมันรู้สึกไม่ไหวตั้งแต่ตอนที่เสิร์ฟติดๆกันแล้วอะ แขนมันบวม มีรอยช้ำ ห้อเลือด(เส้นเลือดฝอยแตก) ขนาดกินก๋วยเตี๋ยวยังยกตะเกียบแทบไม่ขึ้น สภาพวันอาทิตย์เลยตื่นมาอย่างปวดเมื่อย แขนไม่ปวดแต่เจ็บเพราะบวม ส่วนสรีระร่างกายส่วนอื่นๆ ออกแนวปวดกล้ามเนื้อ เหมือนไม่ได้ถูกใช้การหนักๆอย่างงี้มานานแล้ว... จริงๆก็เตรียมใจอยู่แล้วหละว่าจะต้องเจอสภาพนี้ เล่นวันแรกหลังจากห่างหาย พอเล่นครั้งที่สองมันก็จะไม่เจ็บแบบนี้แล้ว... มีความสุขมากมาย ^^ เวลาเล่นกีฬาที่เราชอบ


ดูสภาพแขนทั้งสองข้าง





ซูมเข้าไปอีกหน่อย





เอนทรีที่แล้วมีคนถามว่าอะไรคือเฝอเบย์ สะกดแบบจริงๆคือ Phobay เป็นร้านอาหารเวียดนาม(แบบที่ชื่อมันบอกอยู่) เฝอคือก๋วยเตี๋ยวน้ำเวียดนาม มีสาขามากมายในเกาหลี แต่สาขาที่น้องไป อยู่ในละแวกคังนัม คือตรงนั้นก็มีหลายสาขาอยู่ อาจจะเป็นอับกุจองหรือชองดัม อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน ไม่เคยตาม555 (อิป้าเคยเดินผ่านแต่ที่อับกุจอง จำไม่ได้แล้วว่าหน้าร้านเป็นยังไง)




ช่วงนี้เป็นเทศกาล คนเข้าเมืองของศิลปินต่างชาติ(จริงๆมันมีมาพักใหญ่ๆแล้วหละ) อาทิตย์ก่อนมีชายนี่ คาร่า อาทิตย์นี้มีเอสเจ จุนกิ ไจ่ไจ๋ รายหลังนี่ห่างหายจากวงการไทยไปนานมาก งวดนี้มาถ่ายโฆษณายาสระผมยี่ห้อนึง คิดถึงวันที่ไปตามไจ๋ที่พนัส ช่วงนั้นมันให้ความรู้สึกถึงคำว่าครั้งแรก(กร๊าก คำพูดออกแนวส่อ) คือเกริ่นก่อนว่า วันสองวันนี้ที่มาทำงาน มนุดทำงานในลูปอีเมล มีเรื่องให้กรีดร้องกัน คืออ้วน(บุคคลที่เคยรักมาก ตอนนี้ก็ยังรักอยู่แต่ไม่มากเท่าเดิม555) อ้วนที่ช่วงหลังๆนี้อืดมากมาย หน้าตาโทรม ไม่ดูแลตัวเอง แต่...ตอนนี้ ตอนนี้ ตอนนี้(ขอเป็นเสียงเอคโค่) อ้วนกลับไปเหมือนเมื่อ5ปีที่แล้วที่เรารู้จักกัน โฮกกกกกกกกกก ผอมลง หน้าใสขึ้น ไม่โทรมแล้ว โฮกกกกกกกกกกกกกก นั่นมันจูเสี้ยวเทียนนี่ ><~ ล่าสุดเกิดอุบัติเหตุกับอ้วน ฮีว่าฮีลื่นหัวไปชนตู้ เลยต้องเย็บที่หน้าผากซะหลายเข็ม (แต่มนุดทำงานตั้งข้อสันนิษฐานกันว่า น่าจะมีปากเสียงกับภริยาคนสวยมากกว่า555) ส่วนน้องไจ๋มาไทยคราวนี้ มีการแปะบอกแฟนๆไว้ที่เวบบอร์ดVIC ว่าได้คุยกับอ้วนว่าจะมาไทย อ้วนบอกว่าให้เช่าพระเครื่องมาให้หน่อย ช่วงนี้ดวงไม่ค่อยดี น้องไจ๋ผู้แสนดีเลยโพสบอกแฟนๆตัวเองว่า ให้บอกแฟนอ้วนให้หน่อย ว่าหาพระเครื่องมาให้ด้วย เพราะน้องไจ๋ไม่รู้จะไปหาจากที่ไหน ฮาาาาาา... ถึงตอนนี้คู่นี้เค้าจะอยู่กันคนละค่าย(จริงๆแยกกันไปหมด4คนแล้วมะ) ก็ยังติดต่อกัน คุยกัน รักกันเหมือนเดิม(สถานการณ์มันคล้ายๆกะช่วงนี้มะ -*-)  
 

ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกรักอ้วนอยู่เสมอนะ มันเป็นความรู้สึกที่ดี เป็นความทรงจำที่ดี อะไรๆก็ได้มาจากอ้วนเยอะ ทั้งเพื่อน ทั้งประสบการณ์ต่างๆ คือเหมือนอ้วนจะดูห่างไกล ดูจะไกลกัน แต่ก็รู้สึกใกล้อยู่เสมอ ไม่ต้องติดตามข่าว ไม่ต้องหาข่าวสาร แต่ก็มีเรื่องมาให้รับรู้อยู่เสมอ มันไม่ใช่ความรู้สึกของศิลปินกับแฟนคลับแล้วอะ มันเป็นความรู้สึกที่มากกว่านั้น... ยังไงก็รอวันนั้นอยู่นะอ้วน ^^

กบาลแหกซะได้..



น่ารักชะมัด แย่ๆๆๆๆ 





เค้าว่าคนย้อนถึงเรื่องอดีต หมายว่าแก่แล้วใช่มะ555 อิป้าไม่ยอมรับว่าแก่หรอกนะ แต่ชอบย้อนอดีตอะ ทุกครั้งที่คิดถึงอดีตมันจะมีแต่เรื่องสนุกๆให้น่านึกถึง เรื่องที่มีความสุขก็มักจะจำได้มากกว่าเรื่องที่เป็นทุกข์ แต่เวลาคิดถึงเรื่องที่เคยทุกข์ ณ ตอนนี้มันกลับไม่ทุกข์แล้ว เราถึงได้รู้ว่า เรื่องทุกเรื่อง ต่อให้เป็นเรื่องที่เราทุกข์แค่ไหน ณ วันเวลานึง เรื่องเหล่านั้นมันก็จะผ่านไป ทุกอย่างมันจะต้องก้าวผ่านได้


อิป้าเล่าสู่กันฟังถึงช่วงชีวิตสมัยเรียนซักหน่อย(คนอ่านบอกจะเล่าทำไม ไม่อยากรู้... แต่เข้าใจใช่มะ คนเขียนอยากเล่า555)

เริ่มต้นชีวิตประถม เหมือนแม่เล่าว่า อายุยังน้อยแต่ต้องเรียนชั้นประถมแล้ว(คือชั้นเคจีมันยุบไป... คนรุ่นๆอิป้าน่าจะรู้จักชั้นเคจีอยู่) เลยทำให้ไม่ค่อยสนใจเรียนเท่าไหร่ การบ้านก็ไม่ยอมทำ อ้างว่าเมื่อยมือ แม่เลยบอกครูว่า ถ้าลูกเรียนไม่ไหว ให้ซ้ำชั้นป.1อีกปีก็ได้ แต่ปรากฏว่าไม่รู้อิท่าไหน ก็ไม่ได้ซ้ำชั้น และขึ้นชั้นเรื่อยๆมา ช่วงนั้นเด็กเกิน ไม่มีความทรงจำอยู่เลย... พอมาซักป.4 จำได้ว่าเริ่มสนใจรุ่นพี่มัธยม(รร.มีถึงม.3) มีอารมกุ๊กกิ๊ก ส่งจม. ซื้อของให้ ตามสไตล์ของรร.หญิงล้วน รุ่นพี่จะจบก็มีการให้เซ็นเฟรนชิพ พอมามองย้อนตอนนี้ รู้สึกว่าตอนนั้นเด็กมากๆเลย ทำไมมีเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย -*- ชีวิตข้ามมาสู่ช่วงมัธยม ก็มีจีบรุ่นพี่(แบบจริงจังขึ้น555) มีคบรุ่นน้องเป็นแฟน ความรักปั๊บปี้เลิฟไปเรื่อยเปื่อย และก็เริ่มซ่า เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มที่ซ่าที่สุดในรร.แล้ว รุ่นพี่อะไรก็สู้ไม่ได้ สิ่งที่ว่าผิดกฏรร.ทำมาแล้วทั้งนั้น จนครูชอบบ่น ว่าพวกแกรรักกันปานจะแหกตะรูดดม(ครูก็เปรียบซะ) คือทำผิดก็ต้องผิดด้วยกันหมด แต่ก็รักกันกับครูฝ่ายปกครองที่สุดเลยนะ ทำผิดทีเข้าไปให้ครูเทศน์ที แล้วก็นั่งร้องไห้... จนพอขึ้นมาม.3ก็เริ่มปรับปรุงตัว เพราะมันมีผลต่อการเรียนต่อชั้นม.ปลาย... ทีนี้ต้องเกริ่นก่อนว่า รร.ที่เรียนมาตั้งแต่ป.1-ม.3เนี่ย เป็นรร.ในเครือเดียวกับที่จะเรียนตอนม.ปลาย ก็จะดูคะแนนที่เรียนมาตอนม.ต้นบวกกับความประพฤติด้วย จะมีส่งไปทุกปี แล้วแต่ว่าจะส่งไปปีละกี่คน สายไหนอะไรยังไงก็ขึ้นอยู่กับนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์นั้นๆด้วย...

เอาเป็นว่าก็ผ่านด่านมาได้จนมาอยู่ม.ปลาย ซึ่งเป็นรร.ในเครือเดียวกัน

ชีวิตม.ปลาย ออกแนวเด็กกิจกรรมมากกว่าเด็กเรียน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เรียน คือมันก็ต้องเรียนแหละนะ เพื่อนในห้องก็เก่งๆกัน ไม่เรียนคงจะแย่ อิป้าอยู่ม.ปลายสามปี ห้องเดียวตลอด ที่รร.ม.ปลายจะมีแค่4ห้อง วิทย์1ห้อง คำนวณ1ห้อง และภาษา2ห้อง(แต่ล่าสุดเห็นเพิ่มเป็น5ห้องแล้วอะ มีศิลป์จีนให้เรียนด้วย T^T) สามปีกับเพื่อนร่วมห้อง37ชีวิต เข้าไปแรกๆก็แอบกลัวโดนแอนตี้นะ แบบชั้นเด็กเก่า แกรเด็กใหม่(คือคนที่เคยเรียนอยู่ที่นี่ตอนม.ต้น ก็จะมีคนพวกนึงที่คะแนนไม่ถึงและต้องออกจากที่นี่ไปเช่นกัน) แต่โชคดีที่เพื่อนในรุ่นไม่เป็นแบบนั้นเลย คือทุกคนดีมากอะ... ชีวิตก็ได้ทำกิจกรรมเยอะตอนอยู่ม.ปลายเนี่ยแหละ รร.ก็จะมีงานวันสำคัญต่างๆ อย่างเช่น วันไหว้ครู ก็จะหยุดเรียนกันครึ่งวันเพื่อทำพาน จะมีคนที่ทำกับคนที่วิ่งเล่น555... บอร์ดวันคริสมาส อันนี้อาจจะเรียกได้ว่าจริงจังกันสุดๆ ถ้าวิชาไหนพอจะขอครูได้ ก็จะขอทำบอร์ด  ครูก็จะรีบสอนและเหลือเวลาท้ายคาบให้ทำกัน... แล้วก็จะมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำกันเป็นห้อง เช่น MD Contest มีประกวดร้องเพลงเดี่ยว กลุ่ม เต้น แบ่งเป็นเพลงไทยกับสากล อิป้าได้ลงแข่งตอนปีสุดท้าย(ม.6) ลงทั้งร้องกลุ่มและเต้น คือมันไม่ได้เงินรางวัลอะไรหรอกนะ มีเพียงประกาศนียบัตรใบเดียว แต่มันก็ดูสนุกที่ได้ทำ จำได้ว่า ร้องเพลงจะซ้อมหลังเลิกเรียนประมาณครึ่งชม.ที่ห้องศิลปะ(อยู่ติดกับห้องวิทย์) เสร็จจากนั้นจะไปคอนโดเพื่อน ใช้ห้องเต้นแอโรบิคซ้อมเต้น มีการจ้างครูมาสอนกันเป็นเรื่องเป็นราว555... กีฬากลุ่ม อันนี้ลงทุกปี จัดกลุ่มกันเอง มีกีฬาหลายประเภทให้ลง แต่อิป้าลงวอลเลย์ตลอด ได้แชมป์ทุกปีด้วยนา ^^ นอกเหนือจากอะไรพวกนี้ ก็จะมีงานร่วมของทั้งรร. พวกงานกีฬาสี งานนิทรรศกาลประจำปี อะไรก็ว่ากันไป... มีอีกอย่างนึงที่แบบดีใจที่ได้ไป คือเข้าค่ายสภา มันมามีโอกาสตอนม.5เนี่ยแหละ เป็นประธานชมรมเลยได้ไป คือนอกเหนือจากตำแหน่งนี้ ต้องเป็นพวกระดับรร.ไป(หัวหน้านักเรียน หัวหน้ากีฬา ประธานเชียร์...) เป็นค่ายที่แบบไม่เหมือนค่ายทั่วไปที่เข้ากับชั้นเรียน มันมีอะไรมากกว่านั้น สนุกดีอะ เจอพี่ๆน้องๆทุกระดับ ได้ทำนู่นทำนี่มากกว่าปกติ...

วีรกรรมม.ปลาย เคยโดดเรียนทีนึงตอนอยู่ม.6 แต่เป็นการโดดเรียนแบบสิวๆมาก ถ้าเทียบกับรร.อื่น คือเวลาคุยกับเพื่อนที่เรียนรร.อื่น เค้าก็จะปืนรั้ว โดดออกไประหว่างวันเรียน ไปข้างนอกไรงี้ แต่ที่นี่คือทำแบบนี้ไม่ได้เลย ถ้าจะกลับก่อนหรือไปไหน ต้องมีผู้ปกครองมารับเท่านั้น พี่ยามไม่ปล่อยให้ออก วันนั้นที่โดดเรียนก็หนีไปกันกับเพื่อนอีก2คน ไปนั่งคุยกันอยู่ตรงบันไดทางขึ้นชั้นดาดฟ้า แล้วครูคนนึงดันได้ยินแล้วเดินมาเจอ -*- ลากกลับไปส่งห้อง แต่ไม่โดนอะไรทั้งนั้น ครูที่สอนคาบนั้นอยู่ก็ไม่ว่าอะไร ครูประจำชั้นก็ไม่ว่าอะไร ก็แค่เตือนๆว่าอย่าทำอีก ถ้ามีปัญหากันก็มาปรึกษาได้(คือบอกครูไปว่าทะเลาะกัน เลยไปเคลียร์555)... เป็นชีวิตม.ปลายที่มีทุกรสมากๆอะ... ตกเย็นวันอังคารกับพฤหัส ต้องวิ่งไปที่โรงยิม ซ้อมวอลเลย์ ส่วนวันศุกร์ต้องแย่งกับบาส ส่วนใหญ่วอลเลย์จะได้ และระเห็จบาสออกไปเล่นสนามปูน555... พักเช้าต้องกินข้าวถุงร้านสังกะสี(ซื้อโดยคุณเพื่อน) พักเที่ยงนอนเล่นอยู่บนห้อง กินหนม อ่านการ์ตูน บางทีก็ไปนอนเล่นห้องคอม เพราะแอร์เย็น... เวลากินน้ำก็ไม่ใช้แก้วกัน เอามือรองกดแทนแก้ว... บลาบลาบลา... แต่ก็รักรร.นี้มากนะ ถึงจะอยู่แค่สามปี... สรุป12ปีก็เป็นศิษย์อุรสุลิน อยู่สีเหลืองมาตลอด และยังยึดมั่นคำว่าServiamอยู่เสมอนะ ^^

 

(ชักจะเยอะแระ555)


ข้ามมาชีวิตมหาลัย ร่วมกิจกรรมบ้างแต่ไม่มาก ตอนปี2-3 เข้าชมรม เล่นโกะ(รู้จักกันมะ) ได้ไปแข่งอยู่สองงาน กีฬามหาลัย(ปีนั้นศรีปทุมเป็นเจ้าภาพ)กับแข่งโกะระดับประเทศ(ปีนั้นแข่งที่ธรรมศาสตร์รังสิต) ค้าง2คืน บรรยากาศดีมาก แข่งข้างสระว่ายน้ำ ยังจำได้ว่า เวลากินข้าวก็จะกินที่เดียวกันกับที่แข่ง พวกพี่ที่จัดงานก็จะประกาศอยู่เรื่อยว่า ห้ามทิ้งเศษอาหารลงในสระน้ำ555 มีโปรมาแข่งด้วย แต่เป็นอีกรายการนึง แข่งที่เดียวกันแต่ไม่ได้แข่งด้วยกัน(โปรระดับประเทศ6ประเทศ ไม่มีปัญญาไปสู้555)... ได้มีโอกาสเข้าค่ายนักกิจ(กรรม) สนุกสนานมาก ไปที่จันทบุรี เค้าให้จัดห้องนอนกันเอง แบ่งชายหญิง เหมือนอยู่ห้องใหญ่ๆ นอนเรียงๆกัน ห้องอินี่ไม่ตื่น ตอนเช้าเค้าปลุกไปออกกำลังกาย ไม่มีใครตื่น... ตกดึกก็ตั้งวงเล่นไพ่กัน ห้องนี้ป๊อกเด้ง ห้องนั้นดัมมี่... แต่พอขึ้นปี4 กิจกรรมอะไรก็เลิกหมด ไม่เชิงว่าจะเรียนหนักเว่อร์ แต่ก็หนักกว่าปกติ อ่านหนังสือสอบหามรุ่งหามค่ำ เลยไม่ค่อยมีเวลาทำกิจกรรมเท่าไหร่...



จริงๆอิป้าเริ่มบ้าดาราตั้งแต่เรียนปี3 ถ้าเทียบ ณ ตอนนั้น ถือว่าเด็กมาก ในวงการเอฟเนี่ย เด็กสุดๆ คือหันไปทางไหนเจอแต่คนที่โตกว่า แต่พอมาอยู่วงการทงบัง กลายเป็นแก่ซะงั้น มีแต่เด็กคอซอง ผมบ๊อบวิ่งไปวิ่งมากัน ไอ้เราก็ไม่มีแรงจะไปสู้อะไรกับเด็กๆ


เขียนไปเขียนมาชักยาว(คนอ่านบอกว่า ไม่ได้อ่านเลย ลากผ่านๆ555)


เทียบเด็กสมัยนี้กับสมัยก่อน เปลี่ยนไปเยอะมากเลยนะ วิวัฒนาการมันก้าวหน้าขึ้น อะไรๆก็ไปไวขึ้น ตอนม.ต้นม.ปลายอะไร ไม่รู้จักคำว่าบ้าดาราอะไรนี่หรอก เรียนๆเล่นๆไปวันๆ ถ้าเทียบกับเด็กสมัยนี้ อย่างแฟนคลับทงบังส่วนใหญ่ก็จะเด็กทั้งนั้นแหละเนอะ ^^ คนที่มาอ่านๆเนี่ย อายุรุ่นไหนกันหละนั่น... บางทีผู้ใหญ่เลยมองว่าเด็กยุคใหม่ ทำอะไรไร้สาระ(บ้าดาราเนี่ย ผู้ใหญ่เค้าว่าไร้สาระนะ) เอาเป็นว่าก็ทำอยู่ในขอบเขต เอาแต่พอดี อย่าไปลำบากอะไรพ่อแม่มาก ที่สำคัญการเรียนห้ามตก และควรจะดีขึ้นด้วยนะ อยากให้เอาน้องมาเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ลองคิดว่าถ้าเราเรียนดีขึ้น พ่อแม่จะได้มาว่าเราไม่ได้ ว่ามาชอบแล้วเสียการเรียน ลองให้เค้ามองว่า การที่เรามาบ้าดารา ทำให้เรารักที่จะขยันมากขึ้น มีสังคมที่ดีมีเพื่อนที่ดี(ต้องเลือกคบคนด้วยนา)... ส่วนคนที่พ่อแม่ไม่เข้าใจ ก็อย่าไปโกรธอะไรท่านเลย มุมมองของผู้ใหญ่ เค้าก็คิดว่าเราควรจะเรียนหนังสือ ไม่ควรมาบ้า มาเสียเงินอะไรพวกนี้ ลองคุยกับเค้าดีๆ ว่าเราชอบแล้วเราไม่เสียการเรียนนะ เราสัญญาว่าเราจะเรียนให้ดีขึ้น แลกกับการที่เราขอชอบอะไรแบบนี้ ดีออกเนอะ... แต่ถ้าท้ายที่สุดแล้วพ่อแม่ไม่เข้าใจ(อันนี้คือต้องผ่านการพูดคุยกันดีๆมาก่อนนะ) ก็ชอบแอบๆไป555


ช่วงบ้าดาราของอิป้า ถือว่าอยู่ในช่วงที่กำลังดีนะ บ้าอ้วนตอนปีสามจนทำงาน แล้วก็ไปบ้าเอเอฟ ต่อด้วยบ้าน้อง คือมันเป็นช่วงชีวิตที่โตพอสมควรแล้ว มีความรับผิดชอบอะไรเองแล้ว ถึงช่วงมหาลัยจะยังขอเงินพ่อแม่ใช้อยู่ แต่ก็ตามบนเงินตัวเอง เก็บเงินเอง ใช้เอง และโตพอที่พ่อแม่จะยอมปล่อยให้ไปไหนมาไหนเองได้ เริ่มบินออกนอกประเทศครั้งแรกกับเพื่อนตอนปี4 แม่ห่วงมาก คอยเตือนนู่นเตือนนี่ กลัวเราจะหลง กลัวเราจะลำบาก กลัวจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นตอนอยู่ต่างบ้านต่างเมือง สารพัดจะยกขึ้นมาห่วงได้... แต่ตอนนี้ ปล่อย555 กร้านโลกขนาดนี้ คงไม่มีใครทำอะไร กร๊ากกกก


จบชีวิตอิป้าไป ขอโทษด้วยที่ทุกคนต้องทนอ่าน(คนอ่านบอกไม่ได้ทน เพราะไม่ได้อ่านเลย -*-)


ชีวิตของคิมแจ หลังจากที่อัพเดทไปเอนทรีก่อน ก็มีเพิ่มเติมเล็กน้อย ตามประสาคนอยู่ไม่ค่อยติดบ้าน

16กันยา - ยูซู+จุนโฮไปกงจู แวะไปที่บ้านแจกัน(แต่ไม่รู้ว่าเจอแจป่าวนะ55) ส่วนคิมแจก็ไปกงจู ไปเยี่ยมย่า(หรือยาย)ที่ป่วยอยู่ และก็ไปหาเพื่อนที่แทจอน ยูซู+จุนโฮกลับโซลคืนนี้เลย เหมือนประสบเหตุรถชนกับแฟนที่ตามด้วย(ไม่เป็นอะไร) กลับถึงบ้านตอนตี4
17กันยา - มิกออกไปกับยองพิล ซึงฮยอน ไปคาราโอเกะ
18กันยา - มิกออกไปกับแม่ / คิมแจไปโอลิมปิก ไปร้านตามังกร ไปกุง กลับบ้าน คนตามว่าเหมือนคิมแจไม่ค่อยอยากให้ตาม และพอรู้เหตุผลก็ T^T (สงสัยคิมแจมีซัมติงแหงๆ) ส่วนฮยอนจุงพอหายป่วยก็ไปหาคิมแจเลย
21กันยา - โซลเมทไปปอง / คิมจุนเข้าร้านรก
22กันยา - คิมจุนเข้าร้านรกตอนเย็นๆ
แล้วก็ซักวัน(เหมือนจะวันที่13) แก๊งลูกแกะ ไปงานแต่งงานน้องสาวปาร์คแทฮวาน เห็นภาพแคปจากไฟล์เล็กๆ ยืนลั้ลลาประหนึ่งเป็นเจ้าบ่าวเอง555

ช่วงนี้ข่าวลือน้องเยอะอะ โดยเฉพาะคู่โซลเมท มันมาหลายทางมาก แต่ก็ไม่รู้เรื่องไหนจริงไม่จริงยังไง สงสัยต้องไปพิสูจน์เอง555 ก็เอาเถอะ อยากทำอะไรกันก็ทำ อย่าให้มีผลกระทบต่องานและชื่อเสียงละกัน ระวังๆกันหน่อย อย่าทำตัวเป็นบ้านไม่แคร์สื่อมากนัก อิป้าเป็นห่วง -*-




โอยยยยย คู่นี้ทำเอาแย่ตลอด...